ทัวร์จีน ไปเที่ยวจีน Elite The Best of Beijing 5D4N
สุดยอดของโปรแกรมปักกิ่ง “(เที่ยว) ครบ (เต็ม) อิ่ม (พัก) หรู” เยือนแผ่นดินถิ่นมังกร ดินแดนแห่งอารยธรรมนับพันปี ดีไซน์การเดินทางอย่างสร้างสรรค์ นั่งกระเช้าสู่ กำแพงประเทศจีน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สัมผัสช่วงเวลาการเยือนกำแพงเมืองจีน ที่มีสีสันมากที่สุด ในบรรยากาศความโรแมนติคกับใบไม้แดง ตื่นตากับการแสดงสุดอลังการ กายกรรมปักกิ่ง เอาใจเหล่านักจับจ่าย ถนนหวังฝูจิ่ง-ถนนโบราณเฉียนเหมิน-ตลาดรัสเซีย เสิร์ฟอาหารเลิศรส หมูหัน – เป็ดปักกิ่ง – ซีฟู้ดกุ้งมังกร - บุฟเฟ่ต์ระดับ 6 ดาว GOLDEN JAGUAR พักโรงแรมระดับ 5 ดาว MARRIOTT BEIJING NORTHEAST HOTEL พร้อม เดินทางสะดวก โดย สายการบินไทย และการบริการสุดต้องตาต้องใจ http://www.eliteholidaythai.com Tour China ท่องเที่ยวเมืองจีน มังกรสุดยิ่งใหญ่ จุดศูนย์กลางแห่งมหาอำนาจทุกด้าน ต้นกำเนิดอารยธรรมแสนมหัศจรรย์ และธรรมเนียมปฏิบัติที่ฝั่งรากไปทั่วพิภพ
โพสต์นี้ขอแนะนำบริษัทท่องเที่ยว บริษัทรับจัดทัวร์ระดับ5ดาว
บริษัท อิลิท ฮอลิเดย์ แอนด์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจที่เอื้ออำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวให้ความรู้ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มุ่งให้ความพึงพอใจ มอบบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความประทับใจ และให้ได้รับความไว้วางใจ สร้างสรรค์ผลงานให้เป็นประโยชน์ ให้คนยอมรับในวงกว้าง เป็นผู้ให้ความสะดวกในด้านการบริการการท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศต่อไปนี้
-บริการจัดนำเที่ยวแบบหมู่คณะ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-บริการจัดโปรแกรมดูงาน สัมนา ทัศนศึกษา วอล์คแรลลี่ หรือพักผ่อนประจำปี
-บริการการท่องเที่ยวแบบแพคเกจทัวร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-รับจองตั๋วเครื่องบิน ทั้งในประเทศ และทัวร์ต่างประเทศ
-รับจองห้องพัก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-ให้คำปรึกษาด้านข้อมูลการท่องเที่ยว
-ให้คำปรึกษา และทำวีซ่า
-รับจองตั๋วรถไฟ JR PASS, EURO PASS
-บริการรถให้เช่า
เชิญร่วมเปิดโลกกว้างไปกับเรา เข้าสู่ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และความทรงจำกับทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว พร้อมอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยว
ผลงานที่ผ่านมาบางส่วน
-ร่วมกับการท่องเที่ยวสำนักงานนครราชสีมา จัดงาน ปากช่อง คาวบอย ไนท์
-บริษัท ทรานส์ เนียก้า (ประเทศไทย) จำกัด ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน เมืองปักกิ่ง, ฮ่องกง
-บริษัท AIA ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน ปักกิ่ง-เกาหลี
-บริษัท C.P. Consumer Co.,Ltd. ท่องเที่ยว ทัวร์สิงคโปร์ ณ ประเทศสิงคโปร์
-บริษัท ว่านลี่ จำกัด ท่องเที่ยว ทัวร์จีน ณ ประเทศจีน ปักกิ่ง
-บริษัท ทีโอที ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้
-Glass Line Co., Ltd. ท่องเที่ยวในประเทศ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
-Great Eastern Drug Co., Ltd. ท่องเที่ยวในประเทศ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
-Oishi ท่องเที่ยวต่างประเทศ ฮ่องกง
-CP Consumer Co., Ltd. ท่องเที่ยวต่างประเทศ ทัวร์ญี่ปุ่น
-CP Interfood Co., Ltd. ท่องเที่ยวต่างประเทศ เกาหลี
บริษัท อิลิท ฮอลิเดย์ แอนด์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
193/152 ชั้น12 เลครัชดาออฟฟิศคอมเพล็กซ์ ถนนรัชดาภิิิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กทม. 10110
โทรศัพท์ 02 661 9399 แฟกซ์ 02 661 9788
เว็บไซต์ http://www.eliteholidaythai.com
หังโจว ซูโจว อู่ซี อาณาบริเวณบรรพ์ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ราชสำนักประเทศจีนพ่ายแพ้ต่อ “ชนป่าเถื่อนทางตอนเหนือ” และได้ถอยร่นลงมายังเมืองนูเจิน (Nuzhen) ในปี ค.ศ.1138 มีการสถาปนาอาณาจักรแห่งใหม่ซึ่งมีชื่อว่า อณาจักรซ้องใต้ขึ้น โดยมีเมืองหังโจวเป็น “ฐานชั่วคราว” (หรือที่เรียกว่าซิงไจ้ Xingzai) เมืองหังโจวในฐานะของใจกลางของอณาจักรจีนในยุตนี้ได้เจริญและมีพัฒนาการ เนื่องจากการอพยพข้าวของข้าราชการนักปราชญ์มากมาย เมืองนี้เป็นเมืองที่ปราการป้องกันการบุกรุกของปฏิปักษ์นับแต่สมัยราชวงศ์ถัง
คลองจักรพรรดินี้มีที่มาจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (ค.ศ.770-256 ก่อนปีคริสตกาลนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา คลองสายนี้ได้รับการขยายจนมีความยาวกว่า 1,100 ไมล์ (1,800 กิโลเมตร) โดยตัดผ่านมณฑลเจ่อเจียนและเจียนสู ไปยังเมืองปักกิ่งและเชื่อมแม่น้ำสี่สายคือ เซียนทังเจียง (Qiantangjian) หยางจือเจียง (Yangzijiang) ไหวเหอ (Huaihe) และฮวงโห (Huanghe) กษัตริย์แห่งรัฐอู่ได้มีพระราชโองการให้ขุดคลองนี้จากเมืองซูโจวไปถึงแม่น้ำแยงซีเพื่อเตรียมรับศึกสงคราม คลองดังกล่าวสร้างเสร็จในปี 495 ก่อนคริสต์ศักราช และมีความยาว 53 ไมล์ (85 กิโลเมตร)
เพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา คลองสายนี้ได้ต่อยาวออกโดยเชื่อมเมืองหยางโจวเข้ากับแม่น้ำ 2 สายคือ แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำไหวเหอทางทางเหนือ ตำนานหนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดิหยางตี้แห่งราชวงศ์สุย ผู้ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ.605-618 ได้มีพระราชโองการให้เชื่อมคลองเข้ากับเมืองหยางโจว โดยทรงเชื่อว่าคลองนี้จะทำให้พระองค์ได้ชมผกาสวรรค์ที่มีชื่อว่า ดอกช่วง (qiong) อย่างไรก็ดี ดอกไม้นี้ได้เหี่ยวเฉาไปก่อนที่พระองค์จะได้ยล แต่พระองค์ก็ได้ทรงบัญชาการให้ขุดคลองนี้ต่อโดยเชื่อมเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นราชธานีในขณะนั้นเข้ากับเมืองปักกิ่งทางตอนเหนือ และแม่น้ำไหวเหอทางตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนี่ยังทรงดำริให้ขุดคลองนี้เชื่องแม่น้ำเจินเจียงกับเมืองหังโจว การขุดคลองซึ่งเป็นเครือข่ายยาวราว 1,700 ไมล์ (2,700 กิโลเมตร) ในครั้งนี้ส่งผลให้ลั่วหยางมีทางติดต่อกับพื้นที่ทางทางเหนือและภาคใต้ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่ดียิ่ง เครื่องราชบรรณาการต่างๆ ได้รับการขนส่งมายังเมืองลั่วหยางโดยอาศัยเส้นทางนี้ การขนส่งผลิตผลต่างๆก็ล้วนแต่ใช้คลองสายนี้ เช่น ธัญพืช (ซึ่งมีพื้นที่เจินเจียง-เจียงสูเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวข้าวถึงปีละสามครั้ง) ผ้าไหม เครื่องเคลือบ และผลผลิตอื่นๆซึ่งราชสำนักต้องการ
ราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ย้ายราชธานีมายังปักกิ่ง ได้สั่งการขุดเครือข่ายคลองนี้เพื่อเพิ่มเชื่อราชธานีเข้ากับเมืองหังโจวโดยตรงการขุดคลองในครั้งนี้ได้ลดระยะที่ต้องเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองถึง 620-1,100 ไมล์ (1,000-1,800 กิโลเมตร) สมัยปัจจุบันมีการศึกษาความเป้นไปได้ในการพัฒนาคลองสายนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวคลองสายนี้มิได้เป็นเพียงจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ หากยังเป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเรือชมคลองได้อีกด้วย เป็นโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง
เมืองหังโจวได้ถูกกล่าวไว้ในบทกวีหลายบทที่แต่งขึ้นสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เช่นในงานกวีของไป๋จูยี่ (Bai Juyi ค.ศ.772-846) กวีผู้นี้ได้กลายเป็นผู้ว่าราชการเมืองในปีค.ศ.882 และเป็นผู้สั่งการสร้างเขื่อกั้นน้ำที่ ทะเลสาบตะวันตก Wake Lake หรือซีหู (Xihu) เขื่อนนี้มีชื่อว่าไป๋ตี้ (Baidi) จากชื่อของผู้ว่าฯไป๋จูยี่ กวีหญิง หลี่ซิงเจ้า ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี ค.ศ.1084-1151 ได้เขียนร้อยกรองขึ้นหลายบทด้วยแรงผลักดันที่ได้จากความงามอันหลากสีสันของเมืองหังโจว หังโจวได้กลายเป็นเมืองที่เลื่องลือก้องโลกในสมัยราชวงศ์ซ้องไต้ (ค.ศ 1127-1279) สมัยนี้พสกนิกรของเมืองหังโจวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งน้อยกว่าห้าแสนคนเป็นจำนวนกว่าล้านคน และทำให้เมืองหังโจวเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดีเมืองหังโจวถูกทำลายเสียกายจนเกือบหมดสิ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่ผิง เมืองหังโจวในสมัยปัจจุบันแทบจะไม่มีร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามห้องโลกหลงเหลืออยู่เลย ที่มา : http://merrybrighttravel.com
ตงเป่ยตัวเมืองที่เย็นทางภาคเหนือของกรุงปักกิ่ง
พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งคือเขตที่ราบภาคเหนือ (North China Plain) อันบริบูรณ์ในเขตมณฑลเหลี่ยวหนิง (Liaoning) มณฑลจิหลิน (Jilin) และมณฑลเอยหลงเจียง (Heilongjiang) ภูมิภาคแห่งนี้มีพรมแดนทางประจิมคือเขตทุ่งหญ้าสเต็ปแห่งมองโกเลีย และพรมแดนทางทิศตะวันตกคือคาบสมุทรเกาหลี ชื่อเดิมของเขตนี้คือแมนจูเรีย (Manchuria) ในสมัยราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูมีศักดาในราชบัลลังค์เมืองจีน ชาวฮั่นถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ข้อบังคับนี้มีผลถึงกลางศตวรรษที่แล้วเนื่องด้วยความกดดันจากจำนวนมวลชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความโกลาหลอันเกิดจากกบฏไท่ผิง (1850-1864) ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวจีนฮั่นเข้ามาพื้นที่นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้พยายามแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากการครอบครองของเมืองจีน โดยตั้งคณะรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของประเทศจีนเป็นผู้นำ ปัจจุบันตงเป่ยมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน
คุณสามรถเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังตงเป่ยได้โดยใช้เส้นทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย (trans-Siberia Railway) รถไฟสายนี้เส้นที่ผ่านเมืองฉางชุน (Changchun) วิ่งเข้าสู่เมืองจิหลิน (Jilin) และเมืองฮาร์บิ้น (Harbin) ในขณะที่เส้นทางผ่านเมืองชิชิฮาร์ (Qiqihair) จะตัดไปยังเมืองไฮลาร์ (Hailar) และเมืองมันโจวหลี่ (Manzhouli) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของประเทศจีนก่อนเข้าสู่เขตแดนของม่านเหล็ก เมืองเซินหยาง (Shenyang) เมืองหลวงของมณฑลเหลี่ยวหนิง อยู่ห่างจากปักกิ่งไป 520 ไมล์ (840 กิโลเมตร) และใช้เวลาสัญจรประมาณ12 ชั่วโมง โดยรถด่วนแต่ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยทางอากาศ เส้นทางรถไฟนี้วิ่งขนานชายฝั่งของทะเลป๋อไห่ (Bohai) เป็นช่วงยาวโดยผ่าน เมืองเป่ยไดเหอ (Beidaihe) เมืองพักผ่อนชายทะเล และเมือง ซิงเชิง (Xingcheng) ซึ่งเป็นเมืองพักตากอากาศอีกแห่งและเป็นเมืองเก่าแก่มีมาแต่สมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการเดินทางไปยังเมืองเซินหยางและเมืองอื่นๆในอีสานของประเทศจีนคือในช่วงคิมหันต์ เนื่องจากมีหน้าหนาวซึ่งกินเวลายาวนานมีความหนาวเย็นมากในปัจจุบันเซินหยางมีราษฎร 4.5 ล้านคน และมีชื่อในภาษาแมนจูว่า มุคเดน (Mukden) เมืองเซินหยางเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางคมนาคมสายต่างๆ ในเขตอีสานของจัน และเป็นเมืองอุตสาหรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศที่มีความเป็นมาอันยาวนาน สมัยราชวงศ์ซ้องเมืองนี้กลายเป็นเมืองศูนย์รวมการแลกเปลี่ยนซื้อขายปศุสัตว์ซึ่งหมู่ชนเร่ร่อนเป็นผู้เพาะพันธุ์และนำมาขายในสมัยราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทุกวันนี้ชาวแมนจูกว่าครึ่งหนึ่งของชาวแมนจูทั้งหมดในจีนอาศัยอยู่ในมณฑลนี้ ชาวแมนจูไม่ได้รับสิทธิในฐานะชนหมู่น้อยจวบจน ค.ศ.1970 เนื่องจากถือกันว่าเป็นกลุ่มชนเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มณฑลเหลี่ยวหนิงมีหน่วยดูแลตนเองอยู่หลายแห่ง ซึ่งโดยมากเป็นหน่วยปกครองตนเองของชาวแมนจู ซึ่งมีการจัดแสดงแบบท้องถิ่นให้คนต่างแดนที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวัฒนธรรมแมนจู (Museum of Manchu Art and Culture)
ที่มา : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ปักกิ่ง พระนครแห่งอุดรทิศ ในประเทศจีน
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของผู้คนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อพิสูจน์พิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานเหมันต์ของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นสถาปนิกและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างบ้านต่างเมือง เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบเบื้องต้น ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดความเสมอภาค กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางเหนือ ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศทักษิณเช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น ลมเย็นจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความสวยสง่า ขนาดและความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีลมฟ้าอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ทัวร์จีน ต้องแวะมาท่องเที่ยวให้ได้กวางโจว
กวางโจว หรือ กวางเจา กวางโจว เป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง กวางโจว เป็นเมืองใหญ่สุดทางปักษ์ใต้ของประเทศจีนซึ่งเป็นมณฑลซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ และ ซัวเถา กวางโจวตั้งอยู่ปากแม่น้ำจูเจียง ตั้งอยู่ใกล้เกาะไหหลำ มาเก๊า และฮ่องกง มีเหตุการณ์ในอดีต ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี เป็นจุดเริ่มของเส้นทางสายไหมทางทะเลในครั้งโบราณกาล และยังเคยเป็นเมืองท่าเสรีแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดต้อนรับฝรั่งที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับเมืองจีน กวางโจวกลายเป็นเมืองท่าที่มีชื่อเสียงของโลก มีการค้ากับต่างประเทศอย่างรวย ผลิตผลจากทางภาคใต้ของประเทศจีน เช่น ผ้าไหม ใบชา กลายเป็นสินค้าส่งออกจากที่นี่ เรือของซื้อของขายของต่างชาติ ก็มาที่นี่ส่วนใหญ่เช่นกัน กวางเจา เป็นใจกลางการขนส่งและประตูการค้าที่สำคัญ ได้รับการกำหนดชื่อว่าเป็นประตูด้านใต้ของประเทศจีน ปัจจุบันกวางโจวไม่เพียงแต่มีการจราจรทางน้ำที่เฟื่องฟูมั่งคั่ง ยังมีสายการบินนานาชาติ บินเข้าบินออกจำนวนไม่น้อย จึงมีสถานะของเมืองที่สำคัญยิ่งของเมืองจีน ในด้านการค้ากับต่างประเทศ เครดิต : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ทัวร์จีนเดินเตร็ดเตร่สังเกตเมืองตากอากาศอย่างเมืองเซินเจิ้นกัน
ทัวร์จีนเดินเล่นทัศนะเมืองท่องเที่ยวอย่างเมืองเซินเจิ้นกัน
เดินเล่นทัวร์จีนทั้งที ถ้าไม่ไปเที่ยวเมืองที่ขึ้นชื่ออย่าง เมืองเซินเจิ้นก็คงจะดูตกเทรนด์ไปสักหน่อย ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ทางปากใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณริมฝั่งตะวันออกของปากแม่น้ำจูเจียง ทางตะวันออกหันหน้าสู่อ่าวต้าย่าวานและอ่าวต้าเผิงวาน ทางทิศตะวันตกใกล้ปากแม่น้ำจูเจียงและทะเลหลิงติงหยาง ทางใต้ติดกับแม่น้ำเซินเจิ้นและเกาะฮ่องกง ทางเหนือเชื่อมติดกับเมืองตงกวั่นและฮุ่ยโจว
ลักษณะเฉพาะมืองเซินเจิ้นเป็นเมืองริมฝั่งทะเลที่ตามสมัย เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้รับการประเมินให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเด็ดดวงจากรัฐบาลจีน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ของสหรัฐจัดอันดับเมืองเซินเจิ้นเป็นหนึ่งใน 31 เมืองของโลกที่ต้องไปท่องเที่ยวประจำปี 2010
เซินเจิ้น มีแหล่งทรัพยากรการสัญจรทางธรรมชาติที่บริบูรณ์มาก ทางตะวันออกมีชายฝั่งหวงจินไห่อั้นซึ่งเป็นทิวทัศน์ริมชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ทางตะวันตกมีป่าไม้โกงกาง เขตอนุรักษ์ทางธรรมชาติที่เกาะเน่ยหลิงติงตลอดจนทิวทัศน์ทุ่งนาบนทะเล เป็นต้น เพราะฉนั้นไม่ควรพลาด
ในแดนเขาเขียวน้ำใสมีความยาวกว่า 9 ตารางกิโลเมตรนั้น เซินเจิ้น ได้สร้างเมืองหวาเฉียวขึ้นทางภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตนำร่องการสัญจรเชิงนิเวศระดับชาติแห่งแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กลุ่มคนสามารถทดสอบสัมผัสสภาพการเลี้ยงชีพแบบคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างเต็มที
ที่เมืองเซินเจิ้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นหนึ่งของโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวประเภทต่างๆ ที่สร้างเสร็จจำนวน 117 แห่ง ได้แก่ จิ่งซิ่วจงหวา ซึ่งเป็นหมู่บ้านธรรมเนียมดั้งเดิมของจีน หน้าต่างแห่งโลก สวนสนุก เมืองหวาเฉียวในทางตะวันออก และทิวทัศน์ทุ่งนาบนทะเล เป็นต้น คาบสมุทรต้าเผิงที่เซินเจิ้นได้รับการประเมินเป็นชายหาดที่สวยงามที่สุด หนึ่งใน 8 แห่งของจีน
นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์จีนสามารถชิมรสชาติอาหารประเภทต่างๆ ได้จนพอใจ เมืองเซินเจิ้นยังได้สมญานามว่าสวรรค์แห่งการช้อปปิ้ง ไม่ว่าผลิตผลยี่ห้อดังในโลกหรือผลิตผลพื้นเมืองของจีน ที่นี่มีหมดทุกอย่าง ในเทศกาลธรรมเนียมการท่องเที่ยวเมืองเซินเจิ้นมีกิจกรรมฉลองต่างๆ มากมาย ในจำนวนนี้กิจกรรมระดับค่อนข้างใหญ่ ได้แก่ เทศกาลวัฒนธรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของเมืองเซินเจิ้น เทศกาลดนตรีชายหาด เทศกาลเบียร์นานาชาติที่หน้าต่างแห่งโลก เทศกาลคาร์นีวัลที่เมืองหวาเฉียว และเทศกาลมายากลระหว่างประเทศที่สวนสนุก ซึ่งได้กลายเป็นเทศกาลมายากลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในโลกของปัจจุบัน เมืองเซินเจิ้นยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญในปากใต้ของจีน และเป็นเมืองที่มีทั้งด่านศุลกากรทางทะเล ทางบกและทางอากาศรวมในที่แห่งเดียวของจีน ความรื่นเริงยังไม่มีแค่นี้ในการทัวร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีนยังมีอีกมากมายหลายเมืองที่น่าดึงดูด ยังไงไปทัวร์จีนอย่าลืมแวะไปเมืองเซินเจิ้นกันนะคะ